|
การยึดอำนาจอธิปไตยจากประชาชนเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 มิใช่การดำเนินการโดยลำพังของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)
ถ้ามองย้อนไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 และกำหนดให้เลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน 2549 ซึ่งนำไปสู่ประวัติศาสตร์พิสดารของการเมืองไทยเหนือจินตนาการของผู้ใด ก็จะเข้าใจความเป็นไปของเรื่องจริงที่เหลือเชื่อกว่านวนิยายใดๆได้กระจ่าง ปกติเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมืองฝ่ายค้านและพรรคที่ไม่มี ส.ส. ในสภาย่อมถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เสนอแนวทางการบริหารประเทศของแต่ละพรรคให้ประชาชนตัดสินใจ หากประชาชนเห็นด้วยกับแนวทางของพรรคใด พรรคนั้นก็จะได้บริหารตามแนวทางที่นำเสนอต่อไป แทนที่เราจะเห็นพรรคการเมืองแข่งขันกันช่วงชิงคะแนนเสียงของประชาชน เรากลับเห็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านร่วมกันประท้วงไม่ส่งผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้ง และเห็นความพยายามจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่จะทำให้การเลือกตั้งมีปัญหา นอกจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านแล้วยังมีบทบาทของมวลชนที่นำโดยกลุ่มผู้จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ นักวิชาการบางส่วน องค์กรอิสระบางคนและตุลาการจำนวนหนึ่งที่สอดรับกัน จนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเหตุผลหลักคือการจัดคูหาเลือกตั้งแบบหันหลังออกซึ่งใช้กันในอยู่ในหลายๆประเทศทำให้การลงคะแนนไม่เป็นการลงคะแนนโดยลับ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2549 รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ฟ้องกรรมการการเลือกตั้งต่อศาลอาญาข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ศาลอาญานัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 จากนั้นนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แล้วพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 4 ปี เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 นับได้ว่าเป็นคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธและศาลใช้เวลาในการทำคดีสั้นมากคดีหนึ่ง นับแต่วันไต่สวนมูลฟ้องถึงวันมีคำพิพากษาเพียง 98 วัน เท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลอาญาส่งไปให้ศาลอุทธรณ์สั่ง และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จนเมื่อจำเลยทั้งสามลาออกจากตำแหน่ง กกต. แล้วจึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ก่อนวันที่ กกต. พ้นจากตำแหน่งไม่กี่วัน มีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปใหม่เป็นวันที่ 15 ตุลาคม 2549 ระหว่างที่ชาวไทยกำลังรอตัดสินใจครั้งสำคัญในการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามา คปค. ก็ยึดอำนาจและยกเลิกรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกำลังปฏิบัติภารกิจในการประชุมสหประชาชาติ ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2550 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คปค. เผยเป้าหมาย 4 ประการของ คปค. ซึ่งกลายสภาพมาเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในการประชุมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข สรุปได้ว่า 1. ต้องมีการยุบพรรคไทยรักไทย 2. ต้องดำเนินคดีรัฐบาลทักษิณในเรื่องทุจริตให้ได้ 3. ส.ส.ของพรรคไทยรักไทยจะต้องแตกกระจายไปอยู่พรรคอื่น 4. พรรคที่ คมช. เห็นชอบจะต้องได้เป็นรัฐบาล เป้าหมาย 2 ประการแรกของ คมช. บรรลุผล โดยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวของ คมช. สั่งยุบพรรคไทยรักไทยเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 และใช้กฎหมายย้อนหลังเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรครวม 111 คน เป็นเวลา 5 ปี โดยมีตุลาการเสียงข้างน้อย 3 คน ไม่เห็นด้วยกับการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง คนหนึ่งคือนายปัญญา ถนอมรอด ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาด้วย ในส่วนคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) ที่ คปค. แต่งตั้งจากบุคคลซึ่งส่วนใหญ่แสดงบทบาทชัดเจนมาตลอดว่ายืนอยู่คนละฟากกับรัฐบาลทักษิณก็พยายามเต็มที่ในการดำเนินคดีรัฐบาลทักษิณในเรื่องทุจริตให้ได้ แม้ในเรื่องที่อัยการมีความเห็นต่าง ก็ดำเนินการฟ้องเอง หรือในเรื่องที่ชัดเจนว่าเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ไม่มีข้อมูลว่าผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์ใดเป็นส่วนตัวเลย ก็ยังฟ้องคณะรัฐมนตรีทั้งคณะและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องรวมเกือบ 50 คน เป้าหมาย 2 ประการหลังของ คมช. ไม่บรรลุผล เนื่องจากอดีต ส.ส. พรรคไทยรักไทยจำนวนมากแม้ถูกกดกันสารพัดให้ย้ายไปอยู่พรรคการเมืองอื่น แต่ประชาชนในเขตเลือกตั้งเรียกร้องให้อยู่รวมกันเพื่อผลักดันนโยบายของพรรคไทยรักไทยต่อไป อดีต ส.ส. เหล่านี้จึงมารวมกันในพรรคพลังประชาชน พรรคพลังประชาชนเป็นเป้าหมายที่คมช. พยายามทุกวิถีทางที่จะให้ผู้สมัครของพรรคได้รับเลือกเป็น ส.ส. น้อยที่สุด แต่ผลการเลือกตั้งกลับตาลปัตร พรรคพลังประชาชนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเลือกผู้สมัครของพรรคเป็น ส.ส. เกือบครึ่งสภา พรรคพลังประชาชนฝ่าฟันอุปสรรคเข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี โดยต้องบริหารประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญที่ คมช. วางยาไว้และองค์กรอิสระที่ส่วนใหญ่ คปค. แต่งตั้ง ทั้งยังมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งชื่อที่ถูกต้องกับพฤติกรรมควรจะเป็น กลุ่มพันธมาร อนารยชนเพื่อทำลายประเทศไทยคอยละเมิดกฎหมายและสร้างความวุ่นวายเป็นระยะ การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมารที่ถูกเรียกว่าม็อบมีเส้นดูประหนึ่งว่าได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีส.ส.สัดส่วนคนหนึ่งเป็นแกนนำของกลุ่มพันธมาร และมีนักการเมืองซึ่งมีความเกี่ยวพันกับพรรคนี้อีกหลายคนมีบทบาทมากในการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมาร กองทัพซึ่งไม่เคยให้ความร่วมมือกับรัฐบาลแบบที่กองทัพประเทศใดๆต้องดำเนินการเมื่อกลุ่มพันธมารละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรง เช่น ยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งการสนับสนุนด้วยการชี้นำทางความคิดจากนักวิชาการที่เคยได้ดีสมัยการยึดอำนาจ นายสมัคร สุนทรเวช อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เพียง 225 วัน ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นลูกจ้างจากกรณีเป็นพิธีกรรายการทำอาหาร โดยนายสมัครไปเบิกความเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2551 และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 9 กันยายน 2551 นับเป็นอีกคดีหนึ่งที่ชาวไทยได้เห็นการทำคดีที่รวดเร็วเป็นพิเศษของศาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จากพรรคพลังประชาชนเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากนายสมัครเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2551 และต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 เมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชนและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดพร้อมกับการยุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย รวมเวลาอยู่ในตำแหน่งเพียง 76 วัน นายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรีที่ต้องเผชิญวิบากกรรมมากที่สุดคนหนึ่ง ยังไม่ทันบริหารงานในวันแถลงนโยบายกลุ่มพันธมารก็ล้อมสภา รัฐมนตรีและ ส.ส. และส.ว. ที่ไม่ได้ร่วมมือกับกลุ่มพันธมารจำนวนมากต้องปีนรั้วหนีออกจากบริเวณรัฐสภา และที่แย่กว่านั้นคือการยึดสนามบินดอนเมืองเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ต่อด้วยการยึดสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 ที่ทำความเสียหายแก่ประเทศไทยเหลือคณานับ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้รับความร่วมมือตามที่ขอไปจากกองทัพบกและกองทัพอากาศ แถมผู้บัญชาการทหารบกยังออกมาแถลงให้นายสมชายลาออกหรือยุบสภาหลายครั้ง คดียุบพรรคพลังประชาชนและอีก 2 พรรค เป็นคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญทำได้เร็วเหลือเชื่อ เหลือเชื่อว่าทำได้อย่างไร และเหลือเชื่อว่าได้ให้ความเป็นธรรมเพียงพอแก่ผู้เกี่ยวข้องหรือไม่ คู่ความเสนอบัญชีพยาน มีพยานหลายร้อยปาก ศาลรัฐธรรมนูญนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 28 พฤศจิกายน แล้วกลับสั่งงดไต่สวนและให้คู่ความแถลงปิดคดีในวันที่ 2 ธันวาคม ในระหว่างนี้แกนนำกลุ่มพันธมารประกาศว่าจะไม่ให้นายสมชายได้กล่าวถวายพระพรในวันที่ 4 ธันวาคม เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พรรคพลังประชาชนยื่นคัดค้านตุลาการรัฐธรรมนูญ 3 คน ซึ่งตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. 2550 ข้อ 12 ตุลาการทั้งสามต้องงดการปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะได้ชี้ขาดเรื่องที่คัดค้านนั้น ไม่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ขาดเรื่องที่คัดค้านและตุลาการที่ถูกคัดค้านทั้งสามก็ยังพิจารณาและวินิจฉัยคดียุบพรรคพลังประชาชน ที่พิสดารกว่านั้นก็คือในวันนัดแถลงปิดคดีศาลรัฐธรรมนูญย้ายไปฟังการแถลงปิดคดีที่อาคารศาลปกครองซึ่งอยู่ห่างจากที่ตั้งศาลรัฐธรรมนูญเป็นสิบกิโลเมตรโดยพรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นคู่ความไม่ได้รับแจ้งเรื่องการย้ายที่พิจารณาคดี ในการแถลงการณ์ปิดคดีนายบรรหาร ศิลปอาชา แถลงในคดีพรรคชาติไทย นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน แถลงในคดีพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยนางอนงค์วรรณแถลงเสร็จเมื่อเลยเวลาเที่ยง ตุลาการรัฐธรรมนูญไปประชุมกันแล้วออกมาอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคเรียงเป็นรายคดีเมื่อเวลาประมาณ 12.45 น. และอ่านเสร็จเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญฯ ข้อ 54 ตุลาการรัฐธรรมนูญทุกคนต้องทำความเห็นในการวินิจฉัยในส่วนของตนเป็นหนังสือพร้อมแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติ เมื่อลงมติเสร็จจึงให้ตุลาการที่เป็นองค์คณะจัดทำคำวินิจฉัยของศาลที่เรียกว่าคำวินิจฉัยกลาง โดยในการทำคำวินิจฉัยกลางนี้องค์คณะอาจมอบให้ตุลาการคนใดคนหนึ่งจัดทำคำวินิจฉัยตามมติของศาลก็ได้ ตุลาการทั้งหมดมี 9 คน ทำคดี 3 คดี ซึ่งคู่ความโต้แย้งทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย หลังจากนางอนงค์วรรณแถลงปิดคดีเสร็จจนศาลเริ่มอ่านคำพิพากษาเป็นเวลาไม่ถึง 40 นาที เป็นไปไม่ได้ที่ตุลาการแต่ละคนจะเพิ่งมาทำคำวินิจฉัยส่วนตนในวันนั้น ถ้าแต่ละคนทำคำวินิจฉัยส่วนตนมาก่อนแล้ว การให้คู่ความมาแถลงปิดคดีก็ไม่ต่างอะไรกลับการปล่อยให้นายบรรหารมาแถลงไปไหว้ไปและนางอนงค์วรรณมาแถลงไปหลั่งน้ำตาไป โดยศาลมิได้ใส่ใจที่จะฟัง นอกจากนี้การที่ตุลาการ 9 คน แถลงคำวินิจฉัยส่วนตนในคดีสำคัญ 3 คดี ที่มีผลต่อสถานะของพรรคการเมืองหลักและคณะรัฐมนตรีเช่นนี้ ซึ่งเท่ากับต้องมีการแถลง 27 รอบ ในเวลาไม่ถึง 40 นาที โดยต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งไปทำคำวินิจฉัยกลางด้วยนั้น ตุลาการแต่ละคนมีเวลาแถลงทั้ง 3 คดี คนละ 2 นาที กระนั้นหรือ และการทำคำวินิจฉัยกลาง 3 คดี ใช้เวลาเพียง 20 นาที ใช่ไหม คำถามที่สังคมไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องคาดคั้นจากศาลรัฐธรรมนูญคือ ทำไมคดีนี้ต้องเร่งรัดอย่างสุดฤทธิ์สุดเดชเช่นนี้ ทำไมผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปพ้องกับเรื่องที่แกนนำพันธมารประกาศว่าจะไม่ให้นายสมชายกล่าวถวายพระพรในวันที่ 4 ธันวาคม อย่างน่าอัศจรรย์ การพิจารณาคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญปฏิบัติถูกต้องตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญเองหรือไม่ คดีนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของตุลาการภิวัตน์หรือตุลาการพิบัติ หลังจากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและพรรคพลังประชาชนถูกยุบ ส.ส. พรรคพลังประชาชนส่วนใหญ่สมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ทำให้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่มี ส.ส.มากที่สุด แต่ขบวนการรัฐประหารซ่อนรูปก็แสดงบทบาทอย่างแข็งขัน มีข้อมูลมาตลอดว่ากองทัพกดดันให้พรรคร่วมรัฐบาลเดิมเปลี่ยนขั้ว เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์พาแกนนำพรรคการเมืองที่จะแถลงข่าวจัดรัฐบาลร่วมกันเข้าไปในค่ายทหารซี่งเป็นที่พักของผู้บัญชาการทหารบกก่อนการแถลงข่าว มีข้อมูลการทุ่มเงินมหาศาลให้ ส.ส. เปลี่ยนขั้ว จนในที่สุดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ก็สมใจนึก คมช. เมื่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยกำลังจะมีรัฐบาลสีเขียว คมช.ยึดอำนาจไปเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ประชาชนไทยได้อำนาจอธิปไตยบางส่วนคืนมาเมื่อนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2551 บัดนี้อำนาจอธิปไตยกำลังถูกปล้นไปจากประชาชนชาวไทยอีกครั้งในแบบที่แนบเนียนกว่าครั้งก่อน คำถามคือประชาชนชาวไทยกว่า 60 ล้าน คนจะงอมืองอเท้ายอมเขาหรือครับ? พงศ์เทพ เทพกาญจนา 17 ธันวาคม 2551 Views: 1674
|
|
|
|
|
- ไม่โพสต์ข้อความที่วิพากษ์วิจารณ์ หรือพาดพิงสถาบันมหากษัตริย์ และราชวงศ์
- ไม่โพสต์ข้อความส่อไปในทางหยาบคาย ก้าวร้าว เกินกว่าที่บรรทัดฐานของสังคมจะยอมรับได้.
- ไม่โพสต์ข้อความส่อไปในทางลามก อนาจาร
- ไม่โพสต์ข้อความที่มีเจตนาใส่ความบุคคลอื่น ให้ได้รับการดูหมิ่นเกลียดชังจากบุคคลอื่น โดยไม่มีแหล่งที่มาของข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจน
- IP ของผู้โพสต์จะถูกบันทึกไว้โดยระบบ
- ความเห็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับบทความจะถุกลบโดยอัตโนมัติ
- ข้อความต่างๆที่อยู่บนเว็ป prachachonthai.com เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งเข้าสู่ระบบแบบอัตโนมัติ
- ผู้บริหารเว็ปสงวนสิทธิ์ในการลบความเห็นใดๆโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
|
Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6 AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com All right reserved |